จากกระทู้ http://news.sanook.com/politic/politic_101866.php
คุณประชาชน ความคิดเห็นที่ 3 กำลังนำเสนอหลายๆเรื่องจนเหมือนเป็นเรื่องเดียวโดยไม่บรรยายแจกแจงให้ชัดเจน
1) เรื่องที่ว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาบนพื้นฐานแนวคิดอย่างพุทธ .......ใช่นะ
2) ประชาชนไม่คล้อยตามเพราะ คิดว่าตัวเองแร้นแค้น จึงไม่ดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญานี้ ซึ่งหมายถึงไม่น้อมนำคำสอน ของพระพุทธเจ้า........ ผมว่าพุทธปรัชญาสามารถช่วยเราแก้ปัญหาได้ในหลายระดับขึ้นอยู่กับเราจะเลือกอย่างไรจะ
ยอมละกิเลสออกไปสักกี่มากน้อย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหาด้วยที่เป็นตัวบีบบังคับเรา นอกจากนี้ไม่ว่าจะคิดว่ามีปัญหา หรือไม่มีปัญหา จะมีจะจน จะอยากได้มากได้น้อย ก็ยังต้องมี มัณิมปฎิปทา ( ทางสายกลาง ) + สันโดษ ( ความพอใจในตนเอง ) + อโลภะ ( ความไม่โลภ ) + สติ + ฯ ในการดำรงตนอยู่ดี จะเป็น Broker, พนักงานธนาคาร, เซลล์, programmer, คนขายผ้า, เกษตรกร, นายอำเภอ ก็สามารถยึดถือปฏิบัติได้ การที่ว่าอยากได้บ้านได้รถ แล้วปฏิเสธว่าขอยังไม่ใช้ปรัชญานี้ก่อน มันทำให้ได้เงินที่เป็นผลิตผลจากการทำงานมาซื้อบ้านซื้อรถเร็วขึ้นกันทั้งประเทศหรือไม่ ที่บอกว่าผลิตผลจากการทำงานคือ ไม่ใช่ขายมรดกตระกูลหรือไปเป็นหนี้เป็นสินมากเกินไป
3) ให้ประชาชน "พอ" ในขณะที่ไม่มีอะไรเลย?........จะบอกว่าไม่มีอะไรเลยนั้นก็คงหนักไป คงใช้คำว่ามีแต่ยังไม่พอจะเหมาะกว่า แล้วก็มองในแง่ดีก็คือเขาเหล่านั้นยังขาดแคลนอยู่จริงคือไม่มี
TV ตู้เย็น ซึ่งผมก็ยอมรับว่าจำเป็นสำหรับยุคนี้ ถามว่าไม่มีแล้วทำอย่างไร ไม่มีแล้ว ลำบากยากแค้นผ่านวันผ่านเดือนไม่ได้หรือ ต้องหาให้ได้ในทันทีหรืออย่างไร
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ คนที่ทำงานเก็บเงินเก็บทองได้ก็ต้อง ซื้อของเหล่านี้เป็นอันดับต้นๆอยู่แล้ว ถามว่าค่าจ้างแรงงานไทย ทำงาน 3-4 เดือนซื้อของพวกนี้ได้ไหม ซื้อได้ก็ซื้อ ซื้อไม่ได้ก็ขยันมากขึ้น ถ้าขยันไม่ไหวก็งดไว้ก่อน
หรือไม่ก็ประหยัด ขอร่วมใช้กับญาติมิตรบ้านใกล้เรือนเคียงไปก่อน ถ้าไม่มีใครจะไปใช้ร่วมได้ก็งดไว้ก่อน ซื้อนำแข็งร้านค้ากินไปก่อน กับข้าวก็จ่ายตลาดมันทุกวัน ทนเอา เหล้าบุหรี่ ของแพงก็งด ถ้ามีโทรทัศน์อยู่แต่ว่าตัวเองมีฐานะไม่ดี แต่อยากดีขึ้นก็งดๆดู TV เอาเวลามาทำอย่างอื่น หรือไม่ก็พักผ่อน ทำใจให้สงบทำตัวให้พร้อมกับ
โอกาสที่จะแวบผ่านเข้ามา หรือไม่ก็เอาเวลาออกไปเจอโลกเยอะๆเพื่อค้นหาโอกาส ........................................ จะทำได้ต้องใช้สติ ถ้าขาดสติก็ขาด วินัย...........ถามว่า จะให้ทำขนาดนั้นได้งัย เราเป็นปุถุชน มีกิเลส..........ขอตอบ 2 ประเด็น
3.1) ทีเรื่องดีๆอย่างที่พระท่านทำงี้คิดแต่ว่าทำไม่ได้ ไม่เก่งพอไม่ดีพอ ถ่อมตัวต่างๆนานา แต่พอเป็นเรื่องแก่งแย่งแข่งขัน สร้างเงินสร้างทอง หรือชิงชัยความรู้ความสามารถทางโลกนี่อวดเก่งยอมให้กันไม่ลง
3.2) ที่ต้องทำขนาดนี้เพราะตัวเราอาการหนักน่ะสิ ในเมื่อปัญหามันหนักก็ต้องใช้ยาแรง นี่เรียกว่าการประมาณตน ในเมื่อเราไม่มีเงินก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไม่ได้ ไม่มีเงินหมายถึงมีโอกาสน้อยกว่าคนมีเงิน จะใช้โอกาสฟุ่มเฟือยไม่ได้ มีโอกาสอะไรมาก็ต้องทำให้ดีใช้โอกาสให้คุ้ม มีเงินน้อยคือรับความ
เสี่ยงด้านการเงินได้น้อย ดังนั้นอะไรก็ตามที่จะเป็นปัญหากระทบกับการเงินต้องระมัดระวัง ทำอะไรต้องมี "สติ" ระลึกระแวดระวังมากกว่าคนพอมี เหตุที่คิดว่าต้องระวังมากกว่าก็เพราะเกิดอะไรขึ้นมาจะเจ็บตัวมากกว่า
4) เงินกันสำรอง 30% อะไรนั่นเป็นการดำเนินตามแบบเศรษฐกิจพอเพียง หรือไม่อย่างไรก็เป็นเรื่องในทางปฏิบัติว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาำะสม จะมาใช้สรุปอะไรได้
5) ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เด็กจบปริญญากลับบ้านนอก ไปปลูกถั่ว ปลูกข้าว เลี้ยงปลากินกัน ................... อย่าเพิ่งผิดหวัง ถ้าคุณเข้าใจอย่างนั้นผมในฐานะที่คิดว่าเข้าใจดีกว่า ขอให้คุณศึกษามากอีกหน่อย จะรู้ว่ามันไม่ใช่ ดูข้อ 2) ที่ผมเขียนก็จะเห็นว่าขัดแย้ง
6) ผมขอให้คุณลืม 4 ข้อข้่างบนเสีย แล้วลองคิดดูว่า สมมติว่าคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีปัญหาขาดแคลนดังประชาชนมากหลายที่คุณกล่าวถึง และคุณได้ศึกษาวิธีการดำรงตนให้พ้นทุกข์ในโลก และวิธีการแก้ปัญหาอย่างพุทธ ซึ่งต้องผสานทั้งการกระทำและไม่กระทำ การมานะพยายาม และการปล่อยวางแล้ว คุณจะดำเนินชีวิตของคุณอย่างไร


0 comments:
Post a Comment