twitter
    Find out what I'm doing, Follow Me :)

ไทยหลี

หลังจากเสร็จธุระที่โรงพยาบาล กลับมาที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ มองลงไปด้านล่าง เห็นตามลานกิจกรรมมีเด็กน่าจะวัยมัธยมมาทำกิจกรรมกันเป็นกลุ่มๆตลอดแนว นับได้สิบกว่ากลุ่ม พร้อมทั้งอยากจะรู้ว่าภายในอาคารกีฬานิมิบุตมีอะไรน่าสนใจ หรือมีกิจกรรมใดที่เปิดให้มีส่วนร่วมได้บ้าง จึงตัดสินเดินลงไปเตร็ดเตร่ (tottle) ก่อนเดินทางต่อ


แรกโฉบไปริมบันไดอาคารนิมิบุต ผิดหวังที่มองเข้าไปในประตูนั้นมืดสนิท ดูท่าข้างในคงไม่ได้เปิดไฟส่องสว่าง ทั้งที่วันนี้เป็นวันศุกร์ในช่วงปิดเทอม อยากรู้เหมือนกันว่า ที่แห่งนี้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร


ไม่ได้ค้นหาอะไรมากกว่านั้น ก็เดินเลาะไปตามลานกิจกรรมที่มีเด็กๆรวมกันเป็นกลุ่มๆอยู่ สังเกตได้ว่าทุกกลุ่มนั้นล้วนกำลังทำกิจกรรมอย่างเดียวกันคือซ้อมเต้น โดยมากยังอยู่ในขั้นการออกแบบท่าเต้น สมาชิก 85% เป็นเด็กผู้หญิง ที่เหลือเป็นชายและหญิงคละกันไป(ในร่างเดียว) จุดสำคัญที่เอามาเล่าคือ เพลงที่น้องๆใช้ประกอบการเต้นกันอยู่นี่ มีให้ได้ยินอยู่ภาษาเดียวคือ เกาหลี !!! ไม่รู้ว่าวงอะไรมั่ง แต่ไม่มีกลุ่มไหนเปิดเพลงชาติอื่นเลย ก็ไม่ได้ถามเขามาว่าเป็นไปเพราะว่าเป็นหัวข้อการแข่งขัน หรือผู้จัดกำหนดบังคับมาหรือไม่ หรือว่าเป็นความพึงพอใจจะเลือกของเขาเหล่านั้นเอง ถ้าใครรำคาญว่า ไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วจะมาเล่าหาพระแสงอะไร ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ให้สงสัยจริงๆว่ากระแสเกาหลีในกลุ่มเด็กๆนี่มันขนาดนี้เชียวหรือนี่


คิดมุมนู้น มุมนี้ ก็เห็นว่าอืม ดูเหมือนว่ากระแสที่ว่านี่ อยู่เฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและผู้ที่ยังไม่มีวุฒิภาวะ ส่วนผู้ชายไม่ค่อยสนใจเท่าไร หรือผู้ที่มีวุฒิภาวะแล้วอาจจะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ก็ตามจะเลือกเสพความบันเทิงในระดับที่ลึกซึ้งกว่า และให้คุณค่าทางอารมณ์มากกว่านั้น จึงเห็นว่าละครที่ดูเป็นสาระมากกว่าเพลงประเภทจังหวะเท่ห์ๆมันๆนั้นเข้าไปสู่ audience ที่เป็นผู้ใหญ่ได้มากกว่า ทั้งนี้ขอไม่พูดถึงปัจจัยเรื่องภาษาที่ละครมีการพากย์ แต่เพลงไม่มีพากย์


ดนตรีเป็นภาษาสากล ดนตรีส่งผลกระทบต่อกายและใจ เพลง pop จรรโลงใจ เพลงบรรเลงเบาๆช่วยผ่อนคลาย เพลงเศร้าอาจทำให้หดหู่ เพลงร็อคแรงๆช่วยปลดปล่อยอารมณ์ แต่อาจสร้างความเครียดได้ในเวลาเดียวกัน จึงต้องเลือกเสพให้เหมาะสม


Korea Pop จึงนับเป็นเพลงประเภทจรรโลงใจที่แทบไม่น่ามีพิษภัยอะไร


เมื่อการเสพศิลปะดูจะปลอดภัย แล้วการเสพศิลปินอย่างที่เป็นอยู่ล่ะปลอดภัยหรือเปล่า?

0 comments: