ผลักตัวเองออกจากเกม
- วิธีที่คิดมานานแล้ว แต่ทำจริงไม่ได้สักที คือ การไม่เอา notebook กลับบ้าน ที่ผ่านมา ทุกช่วงเวลา ที่มีงานคั่งค้าง มักจะใช้อารมณ์กระตือรือร้น ที่เกิดจากการทำงานในช่วงกลางวัน มาสร้างความรู้สึกอยากเอางานกลับไปทำต่อที่บ้าน ซึ่งในทางสถิติแล้ว % ที่จะได้ทำงานกลางคืนจริงๆจังๆนั้น น้อยมาก ด้วยปัจจัยเรื่อง
- สถานที่บรรยากาศต่างกัน อุณหภูมิ แสง ผู้คน
- สมาธิจดจ่อ และความอ่อนเพลียของร่างกาย
- การไม่ต้องแคร์สายตาคนอื่น
- บางครั้งรวมถึงอารมณ์หงุดหงิด อยากระบาย ถ้าไม่ได้ไปเล่นกีฬา
เป็นสิ่งผลักจากงานและดึงไปสู่อบายมุขหลายรูปแบบ โดย 9 ใน 10 คือการเล่นเกม
ตอนนี้เริ่มยับยั้งชั่งใจ และซึ้งในความไม่เที่ยงของความกระตือรือร้นของตัวเอง และเชื่อในสถิติที่เก็บรวบรวมด้วยประสบการณ์ของตัวเอง ทำให้ การไม่เอา notebook กลับบ้าน ทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อทำได้บ่อยๆ เห็นความแตกต่างของชีวิตในทางที่ดีขึ้น ยิ่งทำให้เป็นกิจประจำที่เป็นปรกติและโดยอัตโนมัติมากขึ้น วันไหนกระตือรือร้นอยากทำงานต่อ จะกำหนดความตั้งใจไว้ว่า วันรุ่งขึ้นจะรีบมาทำงานแต่เช้า กระบวนการนี้เป็นไปด้วยดีถ้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันทำงาน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็จะเอา notebook กลับ เพราะในวันหยุด 2 วันอาจจำเป็นต้องใช้ ซึ่งแบบการคิดนี้ ทำให้ เสาร์อาทิตย์กลายเป็นวันหายนะ มาแล้วหลายครั้ง เจนจนไม่ติดกับดักง่ายๆอีกแล้ว เดี๋ยวนี้ใช้ทางเลือกอื่นคือ ก็มาทำงานวันเสาร์ซะเลย วันอาทิตย์ อาจมาหรือหยุดพักผ่อน ก็ไม่ได้ขัดใจอะไรมาก
แต่ไม่ใช่ทุกวันที่จะทิ้ง notebook ไว้ได้อย่างสบายใจจริงๆ ดังนั้น อะไรที่ช่วยให้รอดจากการใช้มันในทางที่ผิด? ข้อต่อไป
นำชีวิตชีวาในวัยเด็กกลับ ตอนเด็กมีลักษณะประจำตัวที่ยิ่งยวด อย่างหนึ่งคือ เป็นหนอนหนังสือจอมตะกละ อ่านหนังสือทุกที่ทุกทาง ถึงแม้ว่านิสัยนี้จะไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่การอ่านก็ลดลงไปมากเนื่องจากไม่สามารถจัดสรรค์เวลาได้ พอมีเวลาก็ถูกเกมดึงดูดไปได้ทุกที จนหนอนหนังสือแทบจะขาดอาหารไป ช่วงนี้อาศัยว่าข้อที่ 1. ใช้ได้ผล เลยเร่งสปีด ทำกิจกรรมพัฒนาตนเองต่างๆ รวมทั้งอ่านหนังสือไม่ได้หยุดหย่อน เวลาเลิกงานกลับมากลางคืน จึงไม่เคยต้องเหงาเลย เพราะ เรียนภาษา, เล่นกีฬา และที่เหลือทั้งหมดอ่านหนังสือมากๆกับดูทีวีแต่น้อย
ความสุข และสิ่งดีๆ ที่พยายามทำอย่างเต็มที่ให้เห็นผลในเชิงบวกนี้ นับวันยิ่งเป็นพลังที่ย้อนกลับมาเป็นแรงกระตุ้นให้ก้าวต่อไป
ผลจากการไม่เล่นเกมทำให้ได้สุขภาพ กับเวลาคืนมาสำหรับทำอย่างอื่น
มีเวลาอ่านหนังสือได้ความรู้ คลายเครียด และถือเป็นการพักผ่อนชั้นเยี่ยม รองจากการนอน แต่บางครั้งก็ดีกว่านอนตอนที่ไม่ค่อยเพลีย อ้อเป็นยานอนหลับด้วย
บางทีการทดลองเข้า landmark forum ยิ่งลดความจำเป็นลงไปทุกที เพราะอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาแล้วยิ่งมีข้อมูลที่น่าจะครอบคลุมอะไรๆที่ landmark forum ต้องการขาย (แต่ทำตัวเหมือนหนังสือหุ้มพลาสติกไว้ ห้ามเปิดอ่านก่อน ดูได้แค่ปกหน้ากับปกหลัง)
ความรู้ทุกๆแหล่งที่ให้เวลารับมามากขึ้นช่วยเปิดโลกทัศน์ และสร้างความมั่นใจ ความกระตือรือร้น และความใส่ใจ
เรียนภาษาจีนจบคอร์สที่ 1/6 เพิ่งสอบเสร็จเมื่อวาน ได้คะแนนเต็ม 100 คนเดียวในห้อง คนอื่นๆก็เก่งๆกัน แต่ประมาทนิดหน่อยเลยได้เกือบเต็ม อันนี้เหมือนตอนเด็กเลย แต่ก็เฉยๆ ยังงัยไม่รู้ พยายามจะรู้สึกตื่นเต้นดีใจแล้วนะ แต่ได้ไม่มาก มันธรรมดาไปหรืองัยไม่รู้ จริงๆภาวนาให้ตกหล่นสักคะแนนสองคะแนนด้วยซ้ำ จะได้ฝึกฝนรับความไม่สมบูรณ์แบบ คือแก้นิสัย perfectionism แต่ออกมาอย่างนี้ก็ดีอีกแบบ ช่วยเป็นกำลังใจว่า อะไรที่เราตั้งใจทำให้ดี มันก็มีโอกาสเป็นไปได้ ^^
ลิเกว่ะ (หวานเล่อ wan le)


0 comments:
Post a Comment